| Profil von นักปราชญ์ผู้เป็...Mediumman_มนุษย์สายกลางFotosBlogListen | Hilfe |
|
|
Mediumman_มนุษย์สายกลาง"ไอ้เรามันหัวปานกลาง.....เขาเอาแต่หัวดีๆ" 29 Oktober ขวัญใจชาวค่ายฝ่ายชาย (ตลอดกาล).......นิทานเรื่อง "ไอ้หน้าหล่อม่อหมอ"
.......เริ่มต้นด้วยความสงสัย(แกมหมั่นไส้) จะพูดกับพวกมันรู้เรื่องไหม...เนี่ย
.......ช่วงวัยหนุ่มสาวของชีวิต ครั้งหนึ่ง ไอ้หน้าหล่อ ได้พยายามบอกกับตัวมันว่า มันจะใช้ชีวิตของมันอย่างคุ้มค่า
มันสรรหาอะไรหลายอย่าง แล้วเลือกมาซักอย่างที่มันคิดว่าเจ๋ง หลายครั้งมันคิดผิด ....
อยู่มาวันหนึ่งมันเจอไอ้หน้าเหลี่ยม ชวนมันไปค่าย พอช.(พัฒนาอาสาชุมชน) ที่ครั้งหนึ่งเคยรถคว่ำเพราะผะเลิดเยี่ยวหมา
ไอ้หน้าหล่อ สงสัย แต่ท้ายสุดมันก็เข้าใจ ว่ามันต้องไปเจอกับสิ่งที่มันสงสัย(แกมหมั่นไส้) ก็พวกไอ้หน้าหลวกไง
ไอ้หน้าหล่อคิดเสมอก่อนไปค่ายว่า กูจะพูดกับพวกไอ้หน้าหลวกรู้เรื่องมั้ยวะ...ม๊อกใดล้ำเหลือห๊ะ...ไอ้หมู่หน้าหลวก
.......สิ้นเสียงสตาร์ทรถ ชีวิตไอ้หน้าหล่อกะไอ้หน้าเหลี่ยมตกอยู่ท่ามกลางพวกไอ้หน้าหลวก ทำไมมันป่วงงี้วะ
จากนั้นความสงสัยตอนต้นก็เริ่มคลี่คลาย และมันก็ไม่ได้เป็นประเด็นร้อนที่ต้องเอามาคิดให้เปลืองที่สมอง(อันน้อยนิด)
ไอ้หน้าหล่อใช้ชีวิตในค่ายอย่างมีชีวิต มันยังคงอุดมการณ์ที่ตั้งมั่นไว้ว่า ช่วงวัยหนุ่มสาวกูต้องเก๋า เจ๋ง จี๊ด
วันแรก สสพ. ไม่ว่าผู้ฟังจะแปลเป็นอะไร แต่ฝ่ายนี้ที่ไอ้พวกหน้าหลวกตั้งขึ้น แล้วไอ้หน้าจืดเข้าไปอยู่ก็พากันไปเล่นน้ำตก
เปียกจนแทบเป็นสังคง มันกลับบ้านพร้อมสามชิก เป้ น้องเจ น้องปุ๋ย น้องเต๋า อะตอม น้องยนต์(มเหสี) น้องปั้ม(ระบุประเภทไม่ได้)
วันต่อมา สาสุข นำทีมโดย ลีโบยอง ได้ออกไล่ล่าหาชาวบ้านเพื่อให้ความรู้ ไอ้หน้าหล่อใช้ความสามารถส่วนตัวทำหน้าที่
และได้กลายเป็นพยาธิไปชั่วขณะ ท้ายสุดมันโชว์เดี่ยวให้ความรู้ในเรื่องที่มันก็เพิ่งรู้ ทั้งพยาธิ ไข้หวัดและไข้เลือดออก
ไอ้หน้าหล่อหิวมากจากการปากนัก แต่มันไม่รู้เลยว่าในขณะนั้นเองมันกำลังจะกลายเป็น"ไอ้หน้าเนียน"...ยังไม่จบ
ตกบ่าย แอ้เกลียวคลื่นและตาโยง โจกYOTA(อ่านว่า ว๊าย-โอ-ที๊-เอ ตุ่มป๊ะตุ่มป๊ะตุ่มเป๋) นำทีมไปทำถนนทางลัด!!!
ไอ้หน้าหล่อผสมปูน ทำถนน มันไม่ลืมหรอกว่ามันปวดไหลอยู่ในตอนนั้น แต่มันก็ยังทำอยู่สันดานไอ้หน้าหล่อมัน
ไอ้หน้าหล่อแปลกใจที่ชาวบ้านชวนมันแดกเหล้า มันคิดว่าทำไมต้องเป็นกูด้วย หน้ากูขี้เหล้ามากเหรอ แต่มันเลือกที่จะไม่กิน
งานจบลงเพราะปูนหมด ไอ้หน้าหล่อแอบดีใจ เพราะวันนี้มันคงเดินสลายเหนียงคอได้หลายกิโลอยู่ ตกดึกมีรอบกองไฟ
ไอ้หน้าจืดเกือบกลายเป็นไอ้หน้าเนียน แต่ดีที่ไอ้หน้าเหลี่ยมมารับตำแหน่งนี้ไว้ ไอ้หน้าหล่อได้หล่อสมใจด้วยตำแหน่งขวัญใจค่าย
วันสุดท้าย โฮงยา วันนี้ไม่ว่าไอ้หน้าไหนก็ทำงานด้วยกัน ไอ้หน้าจืดรู้สึกดีมากที่ได้เห็นและได้ทำการช่วยเหลือ
อย่างน้อยอุดมาการณ์ที่มันคิดก็บรรลุไปอย่างหนึ่ง มันเข้าใจสัจจะธรรมชีวิตมากขึ้น มันและไอ้หน้าเหลี่ยมกลับบ้าน
และไปกินหมูกระทะชดเชยส่วนที่เสียไปก่อนหน้านั้นกับไอ้พวกหน้าหลวก ไอ้หน้าหล่อกลับมาเริ่มต้นเรียนปี3เทอม2จริงๆซักที
.......จบลงด้วยความเข้าใจ(ไม่หมั่นไส้) ....อยู่ที่ว่าจะกล้าพูดรึเปล่า
.......นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "คนไม่มีเงินคือคนที่ไม่มีความสุข แต่คนที่กินข้าวไม่สุก(3 king)คือคนที่เป็นทุกข์"
25 Oktober ...= เจ็บ + ปวด = ..........เดือนแรกของไตรมาสสุดท้าย เดือนสิบ
.......เป็นเดือนที่สิ้นสุดเทอมแรก และเริ่มต้นเทอมที่สองในคราเดียวกัน
สำหรับหลายคน เดือนนี้อาจเป็นเดือนพิเศษ อาจเป็นเดือนธรรมดา อาจเป็นเดือนที่เลวร้าย....เรื่องของมัน
ในความเป็นจริงแล้วเดือนนี้คือเดือนแห่งความเจ็บปวด รวดราว และทรละมาน....(เมื่อรู้ว่าไม่มีใคร...เย้ย!!)
.......นั้นเป็นเพราะอาการที่เกิดขึ้น(กับฮา)ส่วนใหญ่คือความเจ็บปวด เจ็บอะไร..ปวดตรงไหน??
นี้เป็นคำถามของนักกายภาพบำบัดหญิง แห่งคลีนิกกายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มช. (ชั้นสาม..สาวงามมากถ้าไม่มีคนหละปูน)
ใช้เวลากว่าชั่วโมงในการบำบัด แต่ความเจ็บปวดก็ไม่ได้หายไป ทำไงดี...งั้นนัดมาใหม่อีกทีละกัน
.......ย้อนไปเมื่อครั้งเริ่มอาการเจ็บปวด ใช่ว่าจะไม่เคยเป็นมาก่อนนะ ไอ้อาการนอนตกหมอนเนี้ย
แต่ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี (โห!!...ตั้งแต่เกิดมาปู่ก็เพิ่งเคยเจอเนี้ยหละหลานเอ้ย..(ตลกมั้ย))
สิ่งที่นักกายภาพบำบัดได้รู้ คือ อาการมันเป็นมาได้หลายวันแล้ว จวบจนวันนี้ก็ปาเข้าไป 10 กว่าวันได้
ยังไม่พอไอ้หน้าจืดที่ไปหายังเจ็บแปล๊บ ๆ แบบว่ามัน จี๊ด ๆ ตรงข้อต่อตรงแขน แหงนหน้าก็ไม่ได้ด้วย เอ่อ...ดูมันเล่าอาการสิ
แต่นักกภบ.ก็ดันเข้าใจที่มันพูดอีก เอ่อ...เก่งเนาะ กรรมวิธีรักษาได้เริ่มขึ้น บอกได้คำเดียวว่า เคลิ้มสุด ๆ (น้ำต้อยเย้ยเลยหล่ะ)
ไอ้หน้าจืดรับรู้ได้ถึงสัมผัสของปลายนิ้ว จริง ๆ ความเจ็บไม่ได้หายไปไหน แต่อย่างน้อยปลายนิ้วก็มารับรู้...อ่อ
ยังไม่จบ...เมื่ออาการไอ้หน้าจืดยังไม่มีที่ท่าว่าจะดีขึ้น นักกภบ.เลยจับเครื่องช๊อต แทงเข้ากลางหลังไอ้หน้าจืด
ตามด้วยกระสอบน้ำแข็งฟาดอย่างจัง ไอ้หน้าจืดถึงขั้นอ่อนแรง เท่านั้นยังไม่พอ นักกภบ. ยังเอาลาวาสาดเข้ากลางหลัง
ไอ้หน้าจืดเจอพลังอภิมหาร้อนเย็น ถึงขึ้นธาตุไฟเข้าแทรก ลมปรานแปรปรวน กระอักเลือด หน้ามืดและสลบไป
(จริง ๆ แล้วเค้าใช้เครื่องอุลตร้าซาวด์นวด แล้วก็ประคบเย็นประคบร้อนเท่านั้นแหละ)
.......ไม่น่าเชื่อว่าไอ้หน้าจืดจะใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวด ตั้งแต่หลังสอบเสร็จ มาจนถึงวินาทีนี้ มันได้หอบเอาความเจ็บ
ไปช่วยพ่อมันที่สวนลำไย ไปทำหน้าที่รุ่นพี่ที่ค่ายติวน้องลี้ ไปเล่นน้ำกับเพื่อนมันที่ดอยเต่า กลับมาบ้าน และจนกระทั่งเปิดเทอม
หน้าด้าน...แต่อย่างน้อยไอ้หน้าจืดก็ได้รู้ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประสิทธิ เอ๊ย ประสาท เอ๊ย ประเสริฐ เอ๊ย...ถูกแล้ว
(จะมีใครอยากให้ไอ้หน้าจืดหายบ้างมั้ยเนี้ย ขอบคุณนักกายภาพบำบัดหญิงที่ช่วยรักษานะครับ ไว้วันจันทร์ค่อยเจอกันอีกที)
03 September คนปานกลาง.......บทเพลงมหาลัย มหาหลอก ได้ผุดเข้ามาในหัว หลังจากเคร่งเครียดกับอนาคตที่ใกล้เข้ามานี้
เพี่งรู้ว่ามีการลงทะเบียนเรียนเทอมสองก่อนหน้าหนึ่งวันซึ่งก็คือเมื่อวาน ห๊า!...ลงทะเบียนแล้วเหรอ (ผมอุทาน)
แต้กะ (บ่าโหน่งก็เพิ่งรู้คิง) ผมมักจะเป็นที่พึ่งพิงของเหล่าน้อง ๆ เมเจอร์ที่จะย้ายคณะตามตูดผมมาเสมอ
ไม่รู้ว่ากูเรียนเก่งตรงไหน เกรดก็ไม่ได้ดีไปกว่าเพื่อน ๆ ที่ย้ายมาด้วยกันเลย น้อยกว่าด้วยซ้ำ...คงเป็นเพราะหน้าตาหล่ะ
สำหรับการเป็นที่ปรึกษาน้อง ๆ ผมทำได้ดีมากเลยแหละ เรียนอะไร ลงตัวไหน เรียนกะใคร ลงกี่ตัวดี วิชานี้ยากมั้ย .....
แต่ทำไมกับตัวเองนี้แม่ง ราวหน้ามือกับหลังทีนเลยหล่ะ
.......สำหรับวิชาเรียนผมเหลืออีก 15 ตัว ซึ่งก็เฉลี่ยเทอมละ 5 ตัว ซึ่งดูแล้วก็ชิว ๆ หากแต่เนื้อหาที่ไอ้คนคิดมามันดันคิดไปได้
อะไรกันนักกันหนา แต่เราจะว่าเขาไม่ได้ เพราะมันจะตอกกลับมาว่า " แล้วมึงเสือกมาเรียนทำแมวอะไร" (มันต้องพูดแบบนี้แน่)
การเรียนดูเหมือนไม่มีปัญหา เพราะยังไงเกรดกูก็ได้เท่าเนี้ย ประมาณเนี้ย กลางๆอย่างเนี้ย ปัญหาคือจบไปกูจะทำอะไร
แหละนั้น...ก็เป็นที่มาของเพลงมหาลัย มหาหลอกในตอนต้นข้อความ...เราจะทำงานแล้วนะเว้ย นี้เป็นความคิดที่ผุดขึ้นตั้งแต่ขึ้นปี 3
และในระหว่างคิดก็จะต้องอยู่ในลักษณะท่าที่เรียกว่า "แป๋งคำกึ๊ด" ซึ่งไม่ว่าเราจะ แป๋ง ไม่รู้จะกี่ท่า พัฒนาไม่รู้จะกี่เวอร์ชั่น
และมีการ feat.กับหลายคนแล้ว แต่การ แป๋ง ก็เหมือนจะไม่บรรลุได้ซักที่ ไม่รู้ว่าแป๋งลูกจะยากแบบนี้ก่อ
.......ถึงเพื่อน ๆ ที่ตอนนี้หลายคนคงเคร่งเครียดกับการเรียน แต่จะไปเครียดนักเน้อ คลายพ่อง คลายยังไง ก็ต้องไปอ่านข้อความที่แล้ว
จบไปก็คงต้องทำงานทำการ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง ใครจะแต่งงานมีลูกมีหลาน ขึ้นคาน หรือออกบวช ก็อย่าลืมบอกกันเน้อ
ถึงจะเจออะไรภายหน้า(เหมือนจะลา) ก็ขอให้ทุกคนสู้ต่อไป เพื่อกลับไปพัฒนาแดนหละปูนของเรา...(-_-)!!
23 August เสร็จสอบ.......หลายครั้งที่เดินไป RB5 (ใครรู้ชื่อเต็มบอกด้วย) ก็มักจะมีคนถามเสมอว่า "เฮียนหยัง"
แล้วก็จะตอบกลับไปด้วยเสียงพากษ์ของ พันธมิตร ว่า "เฮียนอิ้ง" หยุดซักพัก คิ้วขมวด ใบหน้างง
แล้วถามต่อว่า "อิ้งหยัง" ก็ตอบสวนไปด้วยน้ำเสียงพระเอกอย่างทันควันว่า "อิ้ง 5" .....
.......วิชา Reading & Writing หรือ อิ้ง5 ที่พูดจนติดปาก เป็นวิชาที่น่าจะใช้ชื่อว่า Write only ซะมากกว่า
เพราะตั้งแต่เรียนมาก็ได้แต่เขียน พิมพ์ เป็นวัฏสงสารอยู่อย่างนั้น หัวข้อในการเขียนทุกครั้งง่ายมากคือ "อะไรก็ได้"
อ่านถึงตรงนี้ปั๊บก็นึกถึงเพลงของโต๋ ศักดิ์สิทธิ แท่งทอง (เป็นมุก) ขึ้นมาในหัว ร้องฮำตามการอ่านไปได้นะ
จนถึงบัดเดี๋ยวนี้ "อะไรก็ได้" ได้สร้างปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อสมองในการคิด สุดท้ายก็ลงเอยด้วย "ตึ๊กละบะ"...
.......มีครั้งหนึ่งที่ได้ส่งบทความหัวข้อ How to relax after exam. ไม่รู้ว่าด้วยแรงบันดาลใจอะไรถึงเขียน
ขึ้นต้นประโยคด้วย There are many ways how to...... จะทำอะไรดีหลังสอบ
ทางเลือกที่ได้เขียนลงในบทความ เริ่มต้นจากการไปดูหนัง ร้องคาราโอเกะ กินอาหารบุฟเฟต์ และแดกเบียร์
เหล่านี้คือสิ่งที่คนคนหนึ่งเชื่อว่า คนอีกหลาย ๆ คนจะทำด้วยการคาดคะเนตามสันชาตญาณ และความคิดของมันเอง
คำถามใช้ "How to" ขึ้นต้นประโยคด้วย "many ways" แน่นอนมันมีวิธีการที่หลากหลายที่จะเลือกทำ
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนได้ C plus แทบทุกเทอมจะเขียนได้หมด แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับคนที่ได้ A จะเขียนหมดเหมือนกัน
.......แล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่เสร็จสอบ ด้วยระยะเวลายาวนานกินไปกว่าครึ่งเดือน นานที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ปัญาหา อุปสรรค และเรื่องราวต่าง ๆ ในการสอบที่ผ่านมาจะถือว่าเป็นบทเรียนและประสบการณ์ และจะไม่พูดถึง
ตอนนี้ที่สำคัญคือ "จะทำอะไรดี" หากลองวิเคราะห์จากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการทำกิจกรรมหลังสอบ
อย่างแรกเห็นจะเป็น เงิน มันมีอิทธิพลกว่า 90% ในการตัดสินใจ เพราะนั้นคือสิ่งที่ใช้แลกอรรถประโยชน์ที่จะได้มา
ต่อมาก็คงเป็น เงี่ยน หรือให้ฟังดูสุภาพคงเป็นความอยาก ไม่ว่าจะเป็น เงี่ยนเกมส์ เงี่ยนหนัง เงี่ยนเหล้า เงี่ยนเบียร์...
ตามมาด้วย ง่อม คืออาการที่บั่นทอนปัจจัยเงี่ยน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำข้อสอบ ซึ่งอย่าให้มันมาทำร้ายเราได้
สุดท้ายสำคัญสุดคือ งก มันคืออาการสำรวจความอยู่รอดถึงสิ้นเดือนโดยปลอดภัยไร้หนี้ และโรค(ไส้แห้ง)
ซึ่งทั้งหมดนี้คือกระบวนการสร้างความคิด เรียกว่า ทฤษฎี4ง.(อ่านว่าทฤษฎีงง-งง) ซึ่งก็ไม่ต้องไปสนมากกับชื่อมัน
หรือ The Theory of What Ku Do : ชีวิตกูจะทำอะไรดี ขึ้นต้นด้วยคำถาม และก็จบด้วยคำถาม (แล้วจะรู้มั้ย)
เป็นทฤษฎีที่ปราชย์หลายท่านต่างยอมรับว่า ไร้สาระสิ้นดี
.......และด้วยการใช้วิธีต่าง ๆ นานา สุดท้ายนี้ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะทำอะไรหลังเสร็จสอบ "ทำ อะไร ดี"??
13 August เงินเดือน 2,212 บาท.......จบไปแล้วกับภารกิจพิชิตแรงงานทาส กลับมาในสภาพเดิม ๆ ไม่ได้ต่างจากก่อนไป
ได้อะไร ? ? ได้รู้ ก่อนไปก็แค่อยากรู้ อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง
รู้อะไร ? ? รู้จักความจริงในแง่ที่ต่างออกไป ก็แค่ชีวิตของคนที่ต่างกัน รู้จักตัวเองมากขึ้น (ฟังดูดีจัง)
การที่ได้ตัดสินใจไปกับอะไรสักอย่าง ด้วยตัวเอง แล้วลงมือทำก็จะได้รู้ ได้สัมผัสกับผลที่จะออกมา
แม้ผลที่ได้จะไม่ใหญ่, ผิวจะไม่สวย, ขายไม่ได้ราคา แต่อย่างน้อย...ก็ไม่ต้องไปโทษใคร
.......แม้ภารกิจในครั้งนี้จะมีเรื่องราวเชิงปรัชญา แฝงไปด้วยเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นแนวแฟนตาซี
แต่มันคงไม่มีใครเขียนบท, ถ่ายทำ แล้วออกไปโลดแล่นบนจอเงิน (เพราะไม่มีนางเอก)
แต่ละวันที่ทำงานมีเรื่องให้ได้เรื่องอยู่ทุกวัน คุณอาจคิดว่าสาวเชียร์เบียรสวยเซ็กซี่...ใช่ ก็ตอนที่เห็น ๆ
อาหารที่สั่งแพงๆบนโต๊ะ...เคยเข้าไปดูในครัวรึเปล่า แก้วที่ใช้ดืมหรือบางทีก็เอาติดกระเป๋ากลับบ้าน...ใสจริงเหรอ
ถังน้ำแข็งแสนแพง...เคยล้างบ้างรึเปล่า บิลที่เรียกเก็บก่อนกลับ...แน่ใจนะว่าได้กินครบทุกเมนู
ซื้อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ... อาจไม่จริงเสมอไป คนเดี๋ยวนี้เห็นแก่ตัวจริงเหรอ...
ไม่นะ เพียงแต่ไม่ได้นึกถึงคนอื่นก็เท่านั้น (...)
.......ถ้าอยากรู้มากกว่าข้อความ(ขยะ)ข้างบน เอาให้เห็นภาพไปเลย
สวนเส - มีบาร์(ที่จ่ายของ) 2 ที่ บาร์บนมีหมด บาร์ล่างมีแต่ เบียร์ กะ มิกซ์
สวนเส - มีพนักงานเป็นลูกหลานชาวสันป่าตอง ดินแดนที่มีเอกลักษณ์ในน้ำเสียง และความโด่ดเด่นเรื่อง จิ้นหมา
สวนเส - มีการจัดโซนอยู่ 4 โซน (จัดด้วยความเชี่ยสุดๆ) มีโต๊ะประมาณ 80-90 โต๊ะ จุดคนได้ประมาณ 300 (จริงๆ)
สวนเส - มีสระน้ำในร้าน ในสระเลี้ยงปลาดุก ขุนกำลังได้ที่ แต่ไม่เคยเห็นเอาไปต้มยำทำแกซักที
สวนเส - พนักงานจะต้องมาตอกบัตร(เวลาเข้างาน)ก่อน 17.30 น. หลังจากนั้น นาทีละ 1 บาท ไม่มีโปรโมชั่น
สวนเส - มีห้องน้ำที่มีคนเข้าใจผิด เดินเข้าไปในป่าโข่(ที่ที่ไม่ควรไปตอนฝนตก) และเคยมีโรคจิตเข้าไปแอบดูด้วย(โอ้ว)
สวนเส - จะมีเจ้าที่ตรงมุมร้านด้านตะวันตก แต่ไม่มีศาล (เจ้าไม่มีศาล) และทุกวันต้องไหว้ ร.5+Red label เพื่อสติ
สวนเส - มีใบพาร์ในการเขียนรายการสินค้า แต่ตัวเลขกับของจริงไม่เคยตรงกันซักวัน (หึ หึ)
สวนเส - มีคอม 1 เครื่องที่ภายในบรรจุเพลงตั้งแต่สมัยบรรพกาล และจำกัดคนในการเลือกเพลงแต่ละวัน ไม่เกี่ยวอย่าแตะ
สวนเส - ครัวปิด 5 ทุ่ม บาร์ล่างปิด เที่ยงคืน บาร์บนปิด เที่ยงสิบห้า ที่เหลือไล่ลูกค้า เก็บของ เช็คบิล และ กินเบียร์ ถึงตี 1
สวนเส - มีโปรโมชั่นเดือนสิงหา เบียร์ลีโอ 3 แถม 3 165 ก่อน 3 ทุ่ม หลังจากนั้น 3 ขวด 110 บาท โปรเหล้าก่อน 4 ทุ่ม
สวนเส - ก็แค่ร้านที่จำกัดอายุของคนที่เข้าไปใช้บริการ เหมือนร้านอื่น ๆ ทั่วไป ...
.......นอกเหนือจากนี้แล้วก็มีอีกเยอะเกี่ยวกับร้านเล็กๆร้านนี้ ขอบคุณพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้แรงงานทาสคนนี้
เป็นแรงงานทาสที่สมบูรณ์แบบ ทุกคนมีสิทธิคิด เลือก ทำ รู้สึก และยิ้มให้ตัวเอง(จบอย่างดูดี)
( แหม..น่าจะเป็นบทความที่ซาบซึ้งกินใจไปตราบนานเท่านานนะเนี้ย)
|
|||
|
|